Welcome Valentine
posted on 14 Feb 2008 23:03 by yunki in TVXQหวง…
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมเกิดความรู้สึกนี้ กับเพื่อนตัวเอง กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักกันมานาน
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็ตั้งมากมาย อยู่ๆทำไมผมถึงเกิดอาการหวงเพื่อนขึ้นมาแบบนี้ได้
มันเป็นความรู้สึกทีเพื่อนควรจะมีให้แก่กันหรือ...
แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่สองคนนั้นสนิทกันมากมายขนาดนี้ มากจนบางครั้งผมเองรู้สึกว่า
โดนทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ทั้งๆที่รอบตัวผมมีคนตั้งมากมาย
แต่ทำไม แค่คนคนเดียวที่ไม่สนใจผม ถึงทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจได้ขนาดนี้....
ตอนนี้ในหัวผมมีแต่คำถาม คำถามที่เฝ้าถามตัวเองมาหลายที แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ...
“....โฮ...ยุนโฮ.....ยุนโฮ” ผมสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสเบาที่ท่อนแขน
“นี่ชั้นเรียกนายอยู่นานแล้วนะ เหม่ออะไร หลับในหรือไงฮึ ถึงคิวนายเข้าไปทำผมต่อแล้วนะ”
หลังจากที่ เพื่อนสนิทที่สุด อย่าง ยองอุงแจจุงมาเรียกให้เข้าไปทำผมต่อจากเขา เจ้าตัวก็วิ่งหายไป
พร้อมกับเสียงที่เบาลงไปเรื่อยๆ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันซักคำ ทำไมต้องรีบขนาดนั้นนะ
“ยูชอน รอด้วย”
เหมือนเดิม เรียกหายูชอนอีกแล้ว จะไม่ให้ผมคิดมากได้ยังไงล่ะ
ในเมื่อพักหลังมานี่สองคนนี่ตัวติดกันตลอดเวลาจนอดรู้สึกไม่ได้ หรือผมคิดมากไปใครช่วยตอบผมที...
โอ๊ย ทำไมผมต้องตื่นเต้นด้วยนะ กับอีแค่เดินเข้าไปบอกให้เค้าเข้าไปหาช่างทำผมต่อจากตัวเองแค่นี้
จะบ้าไปแล้วรึไงเนี่ย บ้าๆๆๆ บ้าไปแล้วแน่ๆยองอุงแจจุง
เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ความรู้สึกแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แล้วผมนะชอบผู้หญิงนะ
ผมไม่ได้เป็นแบบที่แฟนๆทั้งหลายคิดกันแน่นอน ผมกับยุนโฮนะเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้ ใช่ ไม่มีทาง!!!
แต่... ทำไมสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมถึงได้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ต้องอยู่กับเจ้านั่นสองต่อสองด้วยล่ะ
ใช่ไปโปรโมทอัลบั้มด้วยกันคราวนั้น ผมเริ่มรู้สึกแปลกไป คงต้องหาใครซักคนมาช่วยแล้วล่ะ ไม่งั้นผมคงต้องบ้าตายแน่ๆ
“ยูชอน” เจ้านี่มันน่าจะพอให้คำแนะนำผมได้บ้างล่ะนะ
“หืม” มันตอบผมแค่นี้ แล้วผมจะไปต่อยังไงเนี่ย
“ยูชอน ยูชอน” เอาวะ ลองดูอีกครั้ง
“อื้ม” วะ! มันจะตอบอะไรให้ยาวกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือยังไง
“ยู....”
“เฮ่ย! ฮยอง มีอะไรก็พูดมา ผมก็นั่งอยู่นี่ เรียกทำไมบ่อยๆ”
“เอ่อ...นาย เอ่อออ” จะพูดยังไงดีมันถึงจะเข้าใจวะ
ยูชอนวางหนังสือตรงหน้าลงทันทีที่เริ่มเห็นอาการประหลาดของผม
“ฮยอง เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไรลำบากใจที่จะพูดกับผมงั้นหรือไง”
“เฮ่ย ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น คือชั้นแค่จะถามนายว่า เคยรู้สึกแปลกๆกับเพื่อนสนิท
หรือ คนที่นายอยู่ด้วยมานานมั๊ย” พูดไป ก็หัวเกาคอไปเรื่อย ทำไมผมต้องเขินด้วยนะ
“คนที่สนิท ที่อยู่ด้วยมานาน ของผม ก็มีแต่พวกเรานี่แหละ รู้สึกแปลกยังไงอ่ะฮยอง”
“เอ่อ ก็แบบว่า....”
‘อร๊ายยยยย โอปป้า โอปป้า แจจุงโอปป้า กรี๊ดดดดด ๆๆๆๆๆ’
“เฮ่ย ใครปล่อยให้แฟนหลุดเข้ามาในร้านวะ”แล้วผมก็ต้องใช้เวลาที่เหลือกับการตอบคำถามแฟนๆไปโดยปริยาย
ผมเห็นเค้าเดินเข้ามาด้วยกันอีกแล้ว ทำไม ทั้งที่ตรงนั้นมันเคยเป็นของผมมาก่อน แค่เห็นภาพนั้น
ใจผมมันก็รู้สึกหวิวๆ แปลกๆ นี่อาการหวงเพื่อนของผมมันกำลังจะกำเริบอีกแล้วใช่มั๊ย...
“ยูชอน ข้างนอกนั่นเสียงโวยวายอะไรน่ะ” ผมแกล้งทำเป็นเอ่ยปากถามน้องชาย
แต่สายตาผมกลับไม่ได้จดจ้องกับคนที่ถูกถามเลยสักนิด ก็สายตาผมมันคอยแต่จะสังเกตอาการของแจจุงตลอดเวลาน่ะสิ
“อ๋อ เพื่อนสาวของแจจุงฮยองเค้า คนผมยาวนั่นน่ารักดีนะ” ยูชอนพูดไปก็หัวเราะตาหยีตามสไตล์
“ไอบ้า ตลกและ ไม่มีช่วยกันเลยนะ เดินมาเฉย”
“แหม ถ้าผมไม่ทำเป็นเดินออกมา ฮยองจะหาทางเลี่ยงออกมาได้มั๊ย
ขอบคุณสักคำ ไม่มีอะ แถมโดนด่าอีก” บ่นไปทั้งที่จ้องหนังสือในมือไม่วางตา
“หึ งอนเป็นสาวเชียวนะ อ่านอะไรนักหนาเนี่ย” ว่าแล้วก็คว้าหนังสือมาจากมือน้องชายซะงั้น นี่ล่ะแจจุง
“เห! 108 วิธีบอกรัก อะไรๆๆๆ นายอ่านหนังสือแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เพลย์บอย อย่างปาร์ค ยูชอน ต้องพึ่ง ตำรางี่เง่าแบบนี้ด้วยหรือไง”
แจจุงตะโกนล้อน้องเสียงดังลั่นร้าน แว้บเดียวจริงๆ ที่ผมเห็นแววตาวูบไหวของยูชอน
ที่มองมาที่ผม ก่อนจะเดินหลบออกไป มันหมายความว่ายังไงกัน
เจ้าเพื่อนตัวดีของผมยังคงโวยวายไม่เลิก เที่ยวแกล้งคนนั้นคนนี้ไปทั่ว
ไม่เว้นแม้แต่จุนซูที่นั่งเล่นเกมกดอยู่ข้างๆผม เป็นแบบนี้แหละน๊า
แจจุง เวลาที่รู้ว่ามีแฟนแอบดูอยู่ Alert เกินกว่าปกติทุกที
ในที่สุด ผมทรงใหม่ของพวกเราทั้งห้าคนก้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ใช้เวลาไปกว่าค่อนวันเลยทีเดียว คนอื่นๆน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ผม กับ จุนซู
ที่ต้องทำสีใหม่นี่สิ เล่นเอาเมื่อยเลยแฮะ ว่าแต่เจ้ายูชอนมันอยู่ไหนเนี่ย
กะว่าเดี๋ยวขึ้นรถแล้วจะลากไปคุยต่อซะหน่อย อ๊ะ เจอแล้ว...
“ยูชอนนนนน เดี๋ยวเรานั่งข้างหลังเลยนะ จะได้คุยกันต่อ”
ผมเดินออกจากร้านไปโดยมียูชอนเดินตามหลังออกมา แล้ว...
“โอ๊ะ” ผมตกใจนิดหน่อย ที่อยู่ๆ คนที่เดินอยู่ข้างหน้าหยุดกะทันหัน
แล้วเค้าก็เปิดทางให้ผมขึ้นรถไปก่อน เหมือนทุกครั้ง ... ใช่ เหมือนทุกครั้ง
แต่ทำไมเป็นผมที่กลับรู้สึกแปลกออกไป ทั้งๆที่ยุนโฮ ก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เค้ามักจะยืนรอที่หน้าประตู ให้ผม และ น้องๆ ขึ้นรถก่อนเสมอ...คงเป็นตัวผมเองสินะที่เปลี่ยนไป
เอาอีกแล้ว สองคนนั่นนั่งคุยอะไรมีลับลมคมในกันอยู่ด้านหลัง ผมชักจะทนไม่ไหวแล้ว
ใช่ ผมเริ่มทนไม่ไหวแล้วจริงๆ กับอาการแบบนี้ ผมต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้เร็วที่สุด
ก่อนที่มันจะส่งผลกับการทำงานของพวกเรา เพราะเรามีกันห้าคน ดังนั้น
ห้ามมีใครสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ ใช่แล้วผมจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเจ้าสองคนนั่น
“ฮยอง” ผมสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงที่ไม่เล็กของน้องเล็กสุดท้อง
“เป็นไรน่ะ บ่นอะไรพึมพำคนเดียว แถมดูหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่ชอบผมทรงใหม่เหรอ น่ารักดีนะ”
ชางมินบอกว่าผมน่ารักงั๊นเหรอ
“เจ้าบ้า ใช้คำว่าน่ารักกับฮยองได้ไง ต้องบอกว่าเท่สิ ถึงจะถูก”
“เท่น่ะ มันผม อย่างฮยองน่ะ เค้าเรียกว่าน่ารัก ไม่เชื่อ เดี๋ยวกลับไปเปิดเวบเชคเรตติ้งจากแฟนได้เลย ฮ่าๆ
ต้องมีแต่คนชมฮยองว่าน่ารักแน่ๆ” ใครบอกว่าน้องเล็กของวงเราน่ารักนะ
ผมล่ะอยากจะไปบอกจริงๆว่าเค้าเข้าใจผิดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว...
“เห้อออออ เหนื่อยเป็นบ้า แฟนๆนี่เก่งจริงๆตามกันไปทุกทีเลย” เสียงแหลมของจุนซู
ดังลั่นทันทีที่พวกเรามาถึงที่พัก
“เอาน่า นานๆเราจะกลับมาที แฟนๆก็ต้องคิดถึงมากเป็นธรรมดา”
“ฮยองนี่รู้ใจแฟนๆจริงนะ” นั่นยังไม่วายกัดผมก่อนวิ่งปร๋อไปหน้าทีวี
“ชางมิน นี่ อย่าเพิ่งสิ ให้ชั้นเป็นคนเริ่มเอง คราวก่อนชั้นเล่นค้างไว้ เดี่ยวมันหายหมด”
เอาอีกแล้วเจ้าตัวแสบทั้งสอง มาถึงก็เล่นเกมส์กันเลย ส่วนสองคนนั้น...
พากันหายเข้าห้องไปตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะนะ
ระหว่างที่ผมเดินผ่านห้องนอน ผมก็ได้ยินเสียงคุยเบาๆของทั้งสองคน ผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไป
ห้องที่มันเป็นของพวกเราทั้งห้าคน ไม่รู้เลยว่าข้างหลังประตูบานนี้
ทั้งสองคนกำลังคุยอะไรกัน มันอาจจะไม่ได้เป็นความลับ แต่ผมก็ไม่กล้าเข้าไปอยู่ดี
ที่ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องมีผมอยู่ ผมก็ทำได้เพียงเดินต่อไปเงียบๆ
“ไปแล้วล่ะนะ ชั้นว่า เสียงลากเท้าเดินไปไกลแล้วล่ะ นายว่าใหม่สิยูชอน เมื่อกี๊นายบอกว่า
ชั้นๆๆคิดกับเพื่อนตัวเองมากเกินกว่าเพื่อนงั้นเหรอ”
ผมโวยวายใส่ยูชอนทันทีหลังจากที่มั่นใจว่า ใครสักคนที่เดินผ่านมาทางนี้เมื่อกี๊ เดินห่างออกไปไกลแล้ว
“ก็ฮยองบอกว่า รู้สึกแปลก เวลาที่อยู่ด้วยกันสองคน แถมใจก็เต้นแปลกๆใช่มั๊ยล่ะ อะไรที่เค้าทำประจำ
ฮยองก็กลับรู้สึกเปลี่ยนไป ใจเต้นแรงเวลาเจอหน้า
ไอ้อาการแบบนี้ มันก็เป็นอาการของคนที่เรารู้สึกพิเศษด้วยเท่านั้นแหละ”
ผมพยักหน้าเออออตามไอน้องชายตัวดีไป หัวก็คิดภาพตามไปด้วย ก็อย่างที่มันว่าจริงๆนั่นแหละ
เฮ่ย นี่ผมๆๆๆ รักหมอนั่นเหรอ ไม่นะ ไม่มีทาง
“ว่าแต่ คนคนนั้นที่ฮยองพูดถึงน่ะใคร ผมรู้จักมั๊ย” ไอตัวดีมันจะเล่นงานผมแล้ว
ทำยังไงดีถึงจะไม่ให้มันสงสัยได้ล่ะเนี่ย
“ไม่มีหรอก ชั้นก็ถามไว้เฉยๆ เผื่อๆไว้ไง วันๆเราได้ไปเจอใครที่ไหน ไม่มี๊”
“ว่าแต่ ไม่ใช่คนแถวๆนี้เร้อ” ทำไมมันต้องทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แบบนั้นด้วย ผมล่ะชักไม่ไว้ใจไอหมอนี้ซะแล้ว
“ไอบ้า พูดบ้าไรวะ จะเป็นคนแถวนี้ไปได้ไง พวกเรากันเองทั้งนั้น”
“ไม่แน่นะฮยอง ถึงจะอยู่ด้วยกันมานาน แต่บางทีใจคนเรามันก็เล่นตลกกับเจ้าของมันได้ง่ายๆ”
ถ้าไม่อยู่ห่างกัน ก็คงไม่รู้ใจตัวเอง” น้องชายผมถ้าจะเพี้ยน บ่นอะไรของมัน อยู่ห่างกันอะไร
อย่างผมกับเจ้านั่น เจอหน้ากันจะตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว...
“ความรัก มันเป็นเรื่องประหลาด หัวใจคนเราก็ประหลาดเหมือนกัน” ยูชอนมันดูเพี้ยนจนกู่ไม่กลับซะแล้วแฮะ
น้องชายผมจะเป็นอะไรมากมั๊ย
“เออ ขอบใจว่ะ เดี๋ยวฮยองจะออกไปทำกับข้าว ถ้าว่างนักก็มาช่วยกันหน่อย แล้วก็... ยูชอน ชั้นรักนาย”
‘หน้าตาของยูชอนตอนเหวอๆนี่น่ารักชะมัด ฮ่าๆๆ แกล้งเจ้านั่นไปแบบนั้น มันจะยิ่งเพี้ยนหนักกว่าเดิมมั๊ยนะ
ผมว่าจะไปเตรียมอาหารเย็นให้ทุกคนซะที แล้วทันทีที่ผมปิดประตู...
‘เฮือก!’
“ยุนโฮ ตกใจหมด มายืนทำอะไรตรงนี้ เดี๋ยวชั้นจะไปเตรียมอาหารเย็นละ รอแป๊บนึงก็จะได้กินแล้ว”
พูดจบผมก็วิ่งออกมาทันที หน้าผมมันร้อนผ่าว ยุนโฮจะสังเกตเห็นมั๊ย ใจผมมันเต้นแรงอีกแล้ว
เค้าจะได้ยินเสียงหัวใจผมรึปล่าว เพราะคำพูดบ้าๆของไอน้องชายตัวดีนั่นแท้ๆเลยเชียว
หลังจากที่ผมเตรียมอาหารเรียบร้อย ก็ถึงเวลาทานข้าวของพวกเราห้าคน แต่...
วันนี้ผมรู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะมันแปลกไปแฮะ ไอตัวเล็กทั้งสองคนนั่นไม่ต้องพูดถึง
กินกันไป เถียงกันไปตลอด จะเป็นอะไรไปได้ นอกจากเรื่องเกมส์ที่เล่นค้างกันไว้อยู่
“นี่ค่อยๆกินก็ได้ ทั้งสองคนน่ะ เกมส์มันไม่ได้จะหนีนายไปไหนหรอกนะ
เดี๋ยวได้ติดคอตายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ชั้นอายคนเค้านะเว่ย”
“โธ่ ฮยองไม่รู้อ่ะไร ขืนผมช้ากว่าเจ้านี่ ก็มีแต่โดนโกงแค่นั่น”
จุนซูตอบผม ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวตรงหน้าไม่สนใจคนอื่น นอกจาก ชามมินคู่แข่งตัวฉกาจอันดับหนึ่ง
เห้อ ผมละ หน่ายกะไอสองตัวนี่จริงๆ แต่กับอีกสองคนนั่นก็ ... เป็นอะไรกันไปหมด
นั่งเงียบยังกะเล่นสงครามประสาทกันอยู่นั่น ไหนจะหน้าตาบูดบึ้งของยุนโฮนั่นอีก ยูชอนน่ะไม่เท่าไหร่
ดูก็รู้ว่า เหม่อๆ ลอยๆ อยู่ในโลกของตัวเองเหมือนทุกครั้ง แต่กับคนตรงหน้าผมนี่สิ วันนี้ทำไมไม่พูดมาก เหมือนทุกที
จะว่าไป ก็หลายวันมาแล้วเหมือนกันนะ ที่ผมรู้สึกว่า เค้าพูดน้อยลง
“ยุนโฮ” เป็นผมเองแหละที่ทนไม่ไหว
“วันนี้กับข้าวไม่อร่อยเหรอ นายไม่ค่อยกินเลยนะ”
“ไม่หรอก ฝีมือนายไม่มีคำว่าไม่อร่อยอยู่แล้ว ชั้นคิดอะไรมากไปหน่อยแค่นั้นเอง” ยุนโฮตอบผม
แล้วก็ลุกออกไปซะอย่างนั้น นี่ผมทำอะไรให้เค้าไม่พอใจหรือไง ผมมองไปที่ยูชอน
เจ้านั่น ก็ได้แต่ส่งยิ้มแปลกประหลาดมาให้ นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น
ผมลุกออกมาแบบนั้น แจจุงจะคิดมากมั๊ย แต่เพราะผมเริ่มทนกับบรรยากาศแบบนั้นไม่ได้ผมถึงต้องลุกออกมา
ถ้ามันไม่เพราะว่าผมบังเอิญได้ยินคำนั้น ทั้งๆที่ผมคิดว่า รู้ใจตัวเอง ทั้งที่ผมกำลังจะเดินกลับมา
เพื่อเข้าไปคุยกับทั้งสองคนให้รู้เรื่อง แต่ทันทีที่ถึงหน้าประตู ผมกลับได้ยินคำบอกรักคำนั้น เต็มสองหู
เสียงหวานของคนที่ผมหลอกตัวเองมาตลอดว่าเป็นเพื่อนรัก หน้าตาของแจจุงตอนนั้น แค่นั้น
มันยิ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจ ว่าผมอยากเป็นเจ้าของใบหน้าเรื่อสีน้อยๆเวลาที่เขินอายแบบนั้น เค้าคือคนที่ผมรัก
ใช่ ผมรักแจจุง ความอ่อนโยนที่แจจุงมีให้ผมเสมอมา รอยยิ้ม และกำลังใจที่เค้ามีให้ผมทุกครั้งที่เพียงแค่หันไปมองที่เค้า
ผมก็จะได้รับสิ่งเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็นเวลานาน หกปีที่เราอยู่ด้วยกัน ผมใช้สิ่งเหล่านั้นหล่อเลี้ยงจิตใจมาตลอด
ผมไม่เคยคิดอะไรมาก เพราะผมคิดว่าพวกเราจะมีกันและกันตลอดไป ไม่ได้คิดเลยว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหล่านั้น
จะมีให้ใครคนอื่นที่ไม่ใช่ผม แววตาชื่นชมแบบนั้น กำลังจะมีคนอื่นได้เป็นเจ้าของมัน และผมก็เพิ่งเข้าใจตัวเอง
เมื่อวันที่กำลังจะเสียมันไป ผมมันเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวใช่รึปล่าว...
‘ปัง!’ เสียงปิดประตูหน้าบ้าน ... คงออกไปหาที่ส่วนตัวกันสองคนสินะ...
ผมกำลังโมโห ผมคงต้องหาที่ไหนซักที่จะระบายความรู้สึกหงุดหงิดตอนนี้ออกไปซะที
หลายวันมานี่ที่ยุนโฮทำท่าทางหมางเมินใส่ผม ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองคิดมากไป แต่หลังจากอาหารมื้อเย็นวันนี้
ทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้คิดไปเอง ยุนโฮเปลี่ยนไป เค้าไม่เข้ามาเล่นกับผมเหมือนเดิม รอยยิ้มเสียงหัวเราะตลกๆที่เคยมีให้ผม
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่ได้ยินเสียงหัวเราะจริงใจแบบนั้น ปกติ ยุนโฮจะชอบมาขยี้หัวผมก่อนเข้านอน แต่หลายวันมานี่
เราแทบจะไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ หรือ เค้ารู้...ว่าผมเองก็เปลี่ยนไป ผมเองที่คิดกับเค้าไม่เหมือนเดิม
สิ่งที่ยุนโฮแสดงออกมา มันคือการปฏิเสธสินะ
“โอเคยุนโฮ นับจากวันนี้ไป ทุกอย่างจะเหมือนเดิม ชั้นจะคิดกับนายเหมือนที่ผ่านมา”
นั่นสิ ผมไม่ควรทำให้ความรู้สึกดีๆที่เคยมีมามันต้องหายไป พวกเราห้าคนฝ่าฟันอะไรมาด้วยกันมากมาย
ยิ่งผมกับยุนโฮ ความสัมพันธ์หกปีกว่าของเราไม่ควรจะต้องมาเปลี่ยนไป
เพราะความคิดบ้าๆของผมคนเดียว คิดแล้วผมก็ได้แต่กรอกโซจูในมือใส่ปากไม่ยั้ง ผมน่ะ ไม่เมาง่ายๆหรอกจะบอกให้
“จนป่านนี้แล้วยังไม่กลับอีก หายไปไหนของเค้านะ”
ที่ผมกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติดอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนสวยของผมหายออกไปจากบ้านคนเดียวตั้งแต่หัวค่ำ
ก็คงเป็นเพราะคำพูดกำกวมของเจ้าน้องชายตัวดีของผมแน่ๆ ใช่ไม่ผิดหรอกที่แจจุงออกไปคนเดียว ตอนที่ผมรู้ ผมก็ตกใจเหมือนกัน…
“อ้าว ยูชอน นาย...ทำไมถึงนั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ” ก็เวลานี้เจ้านี่มันควรจะอยู่กับแจจุงไม่ใช่เหรอ
“พี่นี่ถามอะไรแปลกๆ คำถามนั้น ผมน่าจะเป็นคนถามพี่มากกว่ามั๊ง”
แล้วมันก็หัวเราะแปลก ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์จริงๆ
“แล้ว แจจุง...” ผมยังไม่ทันได้ถามอะไรออกไป จุนซูก็เปิดประตูห้อง พาหัวกับตัวกลมๆออกมา
“จะไปกันรึยังยูชอน ชั้นเสร็จแล้ว”
“นี่จะออกไปไหนกันดึกๆแบบนี้”
“คืนนี้ผมจะกลับบ้านนะฮยอง ยูชอนจะไปด้วย บ่นว่าคิดถึงพิชซ่าที่ร้าน”
แล้วยูชอนก็ไปยืนคลอเคลียอยู่ใกล้เจ้าหัวกลมนั่น ทำเอาผมงงไปหมด
“แล้วนี่ชางมินไปไหนล่ะ” ผมถามเมื่อไม่เห็นวี่แววของน้องเล็ก
“ก็กลับบ้านไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว พี่นี่เอาตัวไปไหนมาเนี่ย ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกะเค้าเลย ช้าตลอดทุกเรื่องเลยฮยองน่ะ”
จุนซุมองผมเซ็งๆแล้วก็เดินออกไป
“คืนนี้อยู่กันแค่สองคน อย่ารังแกพี่ผมล่ะ ผมจะได้จัดการเรื่องของผมได้อย่างสบายใจ”
ยูชอนมันพูดอะไรแปลกๆของมัน
“อ้อ แล้วก็ระหว่างที่พวกผมเปิดทางให้ ก็รีบๆเคลียร์กันให้จบซะที อย่าให้ความตั้งใจของพวกเราเสียเปล่า”
พูดจบมันก็พาหน้าทะเล้นๆของมันพ้นประตูออกไป หากแต่เพียงผมฉุกใจคิดซักนิด
ผมคงจะได้อะไรจากคำพูดที่น้องๆทิ้งไว้แน่ๆ แต่ตอนนี้ผมกลับเป็นห่วงอีกคนจนนั่งไม่ติดแล้วล่ะสิ จะกลับบ้านมั๊ยเนี่ยคืนนี้
มึนหัวชะมัด อ่า...นี่ผมกลับมาถึงบ้านได้ยังไงกัน ปกติทั้งที่เป็นคนดื่มหนัก แต่ก็ไม่เคยเมาขนาดนี้ เมื่อคืน
ผมคงดื่มเข้าไปมากจริงๆ รอบตัวผมตอนนี้ว่างเปล่าไปหมด ผมได้ยินแต่เสียงวิ้งๆในหัว
ลุกก็ไม่ขึ้นแถมยังไม่มีแรงจะขยับตัวอีก แย่จริงๆ คนอื่นหายไปไหนกันหมด
ผมหลับตาเผื่อว่าจะหลับไปอีกซักรอบให้อาการพวกนี้มันบรรเทาลง
“หิวน้ำเหรอ” แต่แล้วก็เป็นเสียงใครบางคนที่คุ้นเคย ทำให้ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“หืม” มือใหญ่คู่นั้นวางแหมะลงบนหัวผมแล้วขยี้เบาเหมือนทุกที แต่ทำไมครั้งนี้มันถึงทำให้น้ำตาของผมไหลออกมาง่ายๆ
ผมได้แต่กลั้นสะอื้นเอาไว้อย่างนั้น มีเพียงหยดน้ำตาที่มันไหลเป็นสายอย่างห้ามไม่ได้
ยุนโฮเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เค้าได้แต่ลูบหัวผมเบาๆอยู่อย่างนั้น ยิ่งเค้าอ่อนโยนกับผมมากเท่าไหร่
ผมยิ่งรู้สึกว่าน้ำตามันก็ยิ่งไหลออกมามากเท่านั้น
ถึงแม้จะไม่มีคำพูดให้กัน แต่ผมกลับรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แค่มีเค้านั่งอยู่ข้างๆ
จิตใจที่วุ่นวายของผมมันก็สงบลงอย่างไม่น่าเชื่อผมยอมรับว่ายุนโฮช่างมีอิทธิพลกับผมมากมายเหลือเดิน
“ชั้นทำซุปร้อนๆไว้ ถ้าลุกไหวแล้วก็ออกไปกินซะหน่อยนะ จะได้ดีขึ้น หรือจะให้เอาเข้ามาให้ในนี้”
ผมถามแจจุงออกไปแบบนั้น แล้วก็หมายความตามที่พูดจริงๆ ถ้าเค้าลุกออกไปไม่ไหว ผมก็ยินดีจะเอาเข้ามาให้ทีนี่
แต่สิ่งที่คนสวยของผมตอบกลับมา ก้เพียงแต่ส่ายหน้าเบาๆไม่ยักกะแผลงฤทธิ์เหมือนเมื่อคืนนี้เลยให้ตายสิ แจจุงของผม
ตอนนี้แก้มผมมันแทบจะปริออกจากกันแค่เพียงคิดถึงเรื่องเมื่อคืนนี้ แต่จะตามใจตัวเองมันก็จะกะไรอยู่
เจ้าตัวเล็กของผมเหมือนจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ผมไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อกี๊มันเป็นผลพวงมากจากเหตุการณ์เมื่อคืนรึปล่าว...
ไม่รู้นานแค่ไหนที่ผมรอแจจุงจนหลับไปคาทีวีแบบนี้ รู้ตัวก็ตอนที่ได้ยินเสียงโวยวายที่หน้าประตูบ้าน
ที่มันดังโครมครามอยู่ตอนนี้นี่แหละ ทันทีที่ผมลุกขึ้น เจ้าของเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางกับกางเกงยีนส์รัดรูปตัวเล็ก
ก็เดินอาดเข้ามาในบ้าน หน้าตาแดงระเรื่อกับกลีบปากแดงที่เผยอหอบหายใจเล็กน้อยนั่นบ่งบอกได้อย่างดีว่าเจ้าตัวคงกำลังเมาไม่น้อย...
แต่สิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีว่าเจ้าตัวคงดื่มมาเยอะเอาการก็ตอนที่ แจจุงเดินเข้ามากระชากคอผมเข้าไปนั่นแหละ...
‘อื้มมม ปีศาจจูบแจจุงกลับมาแล้วสินะ’
ยังไม่ทันจะได้เคลิ้มกับรสจูบที่แจจุงมอบให้ เจ้าตัวก็นิ่งไปทั้งอย่างนั้น ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
หลายครั้งที่ผมถามแจจุง ว่าทำไมถึงไม่ยอมจูบผมเหมือนที่ไล่จูบน้องๆคนอื่นๆ เค้าก็จะได้แต่ตอบผมว่าผู้หญิงนะ
เค้าไม่ไล่จูบผู้ชายหรอกรู้มั๊ย...แจจุงหล่นปุลงบนโซฟา งึมงำอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตากลมโตที่จ้องผมอยู่
ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวเค้าจะรู้มั๊ยว่าตอนนี้เค้าอยู่กับใคร ถ้าไม่ได้ยินเสียงสุดท้ายที่หลุดลอดผ่านกลีบปากแดงนั้นออกมาเพียงแผ่วเบา
แต่ผมกลับได้ยินมันชัดเจน
“ยุนโฮ...ชั้นขอโทษที่รักนาย”
ยุนโฮกำลังจะก้าวออกจากห้อง ผมเห็นแผ่นหลังเค้าค่อยๆห่างออกไป ผมอยากจะลุกขึ้นมารั้งเค้าไว้
อยากบอกความในใจทั้งหมดที่มีตอนนี้ อยากให้เค้ารับรู้ว่าผมรู้สึกยังไง แต่ถ้าเพียงผมเอื้อมมือออกไป
ความสัมพันธ์ของพวกเราตลอดหกปีที่ผ่านมามันก็จะเปลี่ยนไปด้วยใช่มั๊ย ผมไม่กล้าพอที่จะเอามันมาเป็นเดิมพัน
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาผมก็เห็นยุนโฮนั่งยิ้มรออยู่แล้ว
“อารมณ์ดีอะไรนักหนา” เป็นตัวเองที่ถามออกไป แต่ผมก็ไม่กล้าสบสายตาคมๆที่มองมา ทำไมรู้สึกแปลกๆอีกแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก กินซะสิ เดี๋ยวจะเย็นหมด” ยุนโฮตอบแล้วก็ยื่นถ้วยซุปมาให้
“แล้วนายไม่มีอะไรทำหรือไงมานั่งจ้องคนจะกินอยู่ได้” ผมว่าเค้าแปลกไปจริงๆ อย่างน้อยก็ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่มึนตึงใส่ผมล่ะนะ
ยุนโฮนั่งจ้องผมอย่างนั้นสักพักก็ทำท่าจะลุกออกไป ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเค้าหรอก รับรู้ได้เพียงสัมผัสเบาๆบนหัวแค่นั้นเอง
“แล้วชั้นจะรอนะ”
ไอบ้าเอ้ย น้ำตาเวรนี่มันยังจะไหลออกมาทำไมนะ ผมควรจะตามไปถามหมอนั่นให้รู้เรื่อง
ว่าที่พูดมามันหมายความว่ายังไงแต่ตัวผมกลับนั่งนิ่งอยู่กับที่ มันน่าโมโหตัวเองจริงๆ
ผมตัดสินใจที่จะไม่พูดมันออกไป ดูจากท่าทางแล้ว แจจุงคงจำเรื่องราวเมื่อคืนไม่ได้เลยสักนิด
ผมควรจะรอให้เค้าเคลียร์กับตัวเองให้ได้ก่อน จากคำพูดที่ผมได้ยินเมื่อคืน ดูแจจุงเองก็จะไม่ได้ยินดีนักกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้
ผมเองก็อยากที่จะมั่นใจในความรู้สึกตัวเองให้มากกว่านี้ก่อนที่จะให้แจจุงมามั่นใจในตัวผม หวังว่าอะไรๆมันคงยังไม่สายเกินไป
“เอาล่ะทุกคน พรุ่งนี้ พวกเรามีถ่ายรายการ วันนี้ก็รีบเข้านอนซะท่าทางจะต้องใช้พลังกันมากมาย”
ผมนั่งมองยุนโฮที่เดินไล่น้องๆเข้าไปนอนแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ เค้ากลับมาเป็นยุนโฮคนเดิมแล้ว
อาการมึนตึงที่เคยมีก็หายไป ตกลงเค้าเป็นอะไรของเค้ากัน นั่นไงส่งยิ้มมาให้ผมอีกแล้ว
“แจจุงไปนอนได้แล้ว นั่งทำหน้าตาเพ้อแบบนี้เดี๋ยวชั้นอดใจไม่ไหวนายจะลำบาก”
เค้าขยี้หัวผมแล้วเดินตามน้องๆเข้าห้องไป แต่ไอที่พูดเมื่อกี๊ มันหมายความว่ายังไงล่ะ
หลังจากที่จัดการปิดไฟในบ้านทุกดวงเสร็จแล้วผมก็ตามทุกคนเข้าไปนอน ก่อนเดินไปถึงเตียงตัวเอง
อดไม่ได้ที่จะตีพุงคนที่พูดจาไม่รู้เรื่องไปแรงๆหนึ่งที ยุนโฮไม่โต้ตอบอะไรกลับมา มีแต่เสียงหัวเราะดังๆตามสไตล์ของเค้าแค่นั้น
ผมว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ ก็มีความสุขดีเหมือนกัน และถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง ยุนโฮก็มีความสุขไม่น้อยเหมือนกันแหละ
สังเกตจากเสียงหัวเราะสดใสของเจ้าตัว คืนนี้คงเป็นอีกคืนที่พวกเราจะได้หลับกันเต็มอิ่มซะที
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะได้ยินเสียงแปลกๆแต่ก็ไม่กล้าขยับตัว รู้สึกว่า มันดังอยู่ใกล้ๆเตียงผมนี่เอง
แต่ผมที่ทนอยู่นานจนเริ่มทนไม่ไหวก็เลยลุกขึ้นมาให้มันเห็นเต็มๆตาเลยว่าที่คิดไว้ มันไม่ผิด แล้วผมก็ต้องสะดุดเมื่อมีบางคนลุกขึ้นมาก่อนแล้ว
เราสบตากันในความมืดอยู่นาน เป็นแจจุงที่หลบตาผมไปก่อนท่าทางเขินอายแบบนั้น ผมอยากจะลุกจากตรงนี้ไปให้มันรู้แล้วรู้รอด
ถ้าไม่ติดอะไรแปลกๆที่มันอยู่ข้างเตียงผม ผมรีบเอาตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มทันที ฮึ่ย! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะเจ้าสองคนนี้ อ๊ะ! นึกออกแล้ว
วันนั้นที่ยูชอนมันมองมา ไม่ได้มองมาที่ผมหรอกเหรอเนี่ย ที่แท้ มันแอบมองจุนซูที่นั่งเล่มเกมส์อยู่ข้างผมสินะ
มีหวังกลับไปญี่ปุ่นคราวนี้ไม่ต้องเปลี่ยนห้องนอนกันหรือไง
“เห้อ เหนื่อยจังเลยวันนี้” เจ้าน้องเล็กเริ่มโวยวายอีกแล้ว เดี๋ยวสักพักต้องวิ่งเข้ามาอ้อนวอนให้ผมทำอะไรอร่อยๆให้กินอีกแน่ๆ
“แจจุงฮยองงงงงง” นั่นไง ยังไม่ทันขาดคำ ผมว่าตัวเค้าจะโตเกินหน้าพี่ๆมากเกินไปแล้วนะเนี่ย
“รู้แล้วน่า นายไปอาบน้ำอาบท่าซะก่อนไป” ผมไล่ให้ชางมินไปอาบน้ำแทนที่จะมาร้องงอแงขออาหารแบบนี้
“บอกจุนซูกับยูชอนด้วยน๊า” ผมตะโกนไล่ตามหลังชางมินไป จริงสิ เจ้าสองคนนั่น ยังไม่ได้คุยกันให้รู้เรื่องเลย เกิดบ้าอะไรกันขึ้นมานะเมื่อคืนนี้
ผมตกใจมากที่นอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียงประหลาดๆมาจากปลายเตียง ลุกขึ้นมาก้เห็นเตียงจุนซูมีการเคลื่อนไหวประหลาดๆอยู่
แต่ผมโตมาจนป่านนี้ ผ่านอะไรมาก็มาก จะไม่รู้ได้ยังไงว่าภายใต้ผ้มห่มผืนนั้นน่ะ มันเกิดอะไรขึ้น แต่ที่ผมโกรธสุดๆ
ก็เพราะไม่รู้ว่าไอน้องตัวดีทั้งสองมันไปตกล่องปล่องชิ้นกันตอนไหนเนี่ยสิ ปล่อยให้ผมกังวลกับความรู้สึกของตัวเองคนเดียวอยู่นาน
อื้ม เท่าที่ดูจากวันนี้ ผมเองก็คิดว่าเค้าคงไม่ได้รังเกียจผมหรอกนะ ยุนโฮเข้ามาวุ่นวายกับผมทั้งวันเลยด้วยซ้ำ
มานัวเนียผมเหมือนตอนที่เราสนิทกันตอนเด็กๆ เพียงแต่ตอนนี้ เค้าเป็นหนุ่มขึ้น มันให้ความรู้สึกแบบผู้ชายๆยังไงก็ไม่รู้
โอ้ยนี่ผมเป็นอะไรไปอีกแล้ว บอกแล้วว่าผมไม่เคยรู้สึกกับยุนโฮแบบนี้เลยจริงๆ สองสามวันมานี้
ยุนโฮดีกับผมมากแล้วก็อ่อนโยนกับผมมากๆด้วย พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมว่า
เค้าคงเข้ามาบอกรักผมอย่างแน่นอน ผมจะมั่นใจแบบนั้นได้มั๊ยนะ
ให้ตายสิ วันแจจุงของผมน่ารักมากๆจริงๆ ทำหน้าตาน่ารัก วิ่งเล่นร่าเริงทั้งวันเลย ผมล่ะอยากเข้าไปจับมาตีก้นซะให้เข็ด
เที่ยววิ่งไล่ตีน้องๆแบบนั้น รอยยิ้มแบบนี้ของแจจุงนี่ล่ะ ที่มอบความสุขให้ผมมาตลอด
ผมจะไม่มีทางทำให้รอยยิ้มนี้หายไปเด็ดขาด พรุ่งนี้แล้วสินะ...
วันนี้แล้วสิ...ผมตื่นมา ไม่เจอใครอยู่เลย ยูชอนกับจุนซู คงออกไปสวีทกันสองคน ชางมิน ...
หายไปไหน เจ้านั่นน่าจะยังมีความรักกับใครเค้าไม่เป็น แต่ขึ้นชื่อว่า ชิมชางมินแล้ว
ผมว่าประมาทไม่ได้เลยจริงๆ ยุนโฮของผม... ไปไหนแล้วล่ะ วันนี้เค้าควรจะอยู่รอผมตื่นมา
แล้วบอกอะไรให้ผมรู้ไม่ใช่เหรอ ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมง เค้าคงออกไปหาซื้อของขวัญให้ผม
งั้นผมเองก็ควรจะเตรียมอะไรให้เค้าบ้าง ไปหาซื้ออะไรมาทำอาหารอร่อยๆไว้รอดีกว่า
“กลับมาแล้ว...อ้าวไม่มีคนอยู่บ้านหรอกเหรอเนี่ย” นี่มันก็สามโมงเข้าไปแล้ว ไปไหนกันหมดนะ
จะว่าไปคนเดียวที่ผมต้องถามหาก็คือแจจุง เพราะจุนซูกับยูชอนสองคนนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงไปเดทกันแน่ๆ
ชางมินผมเจอเมื่อเช้าก่อนออกไปซื้อของให้เจ้าตัวเล็ก เห็นว่าจะไปบ้านเพื่อนคืนนี้จะกลับรึปล่าวยังไม่รู้ ...
ก็เหลือผมกับเจ้าตัวเล็กสองคนแหละนะ ว่าแต่เจ้าตัวเล็กของผมหายไปไหนซะแล้วไม่รู้ตอนนี้ แต่ก็ดีเหมือนกันนะ
ผมจะได้เตรียมอะไรไว้เป็นรางวัลให้คนเก่งซะหน่อย
อ๊ะ รองเท้ายุนโฮนี่ แสดงว่ากลับมาแล้ว
“ยุนโฮ...กลับมาแล้วเหรอ” ผมตะโกนออกไป
“อื้ม อ้าวซื้ออะไรมาเต็มเลยน่ะ มาๆๆชั้นช่วย”
“เดี๋ยววันนี้ชั้นจะทำอะไรอร่อยๆให้กินน๊า” ผมถอดรองเท้าแล้วเดินตามยุนโฮเข้าไปในครัว
“แต่วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านหรอกนะ ไม่ต้องทำเยอะล่ะ เดี๋ยวจะเหลือ”
ผมส่งค้อนให้เค้าไปหนึ่งที ตาบ้าเอ้ย ทำเสียมู้ดหมด
“รู้แล้วน่ะ ของที่ชั้นทำมันไม่อร่อยจนนายคงต้องกินเหลือสินะ งั้นก็ไม่ต้องทำละกัน จะได้ไม่เสียของ”
ผมทำท่าจะเก็บของเข้าตู้เย็น แต่คนพูดมากก็วิ่งมารั้งไว้ซะก่อน
“ชั้นไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น อ่ะนายอยากทำเยอะแค่ไหนก็ตามใจ เดี๋ยวชั้นจะจัดการให้เกลี้ยงเลย”
ใครสอนให้นายทำหน้าตาทะเล้นแบบนี้นะ ยุนโฮ
“อมยิ้มอะไร ดีใจก็บอกมาเหอะน่า” หูย ฟังเค้าพูดเข้า
“นายออกไปได้แล้ว ยืนอยู่ก็เกะกะชั้นปล่าวๆ”
“แต่ชั้นอยากช่วยนี่นา ... นะ” อย่างนายน่ะจะช่วยอะไรชั้นได้ฮึ
“ตามใจ”
แจจุงของผมก็น่ารักแบบนี้เสมอแหละนะ ดูสิ เอาผ้ากันเปื้อนที่ผมให้ตอนวันเกิดมาใช้ด้วย
มันเข้ากับแจจุงมากๆเลยนะ ผมได้แต่นั่งมองแจจุงเดินหยิบนู่นทำนี่ซะเพลินในที่สุด
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรอย่างที่เจ้าตัวว่าไว้จริงๆนั่นแหละ
พอแจจุงทำอาหารเสร็จ เราสองคนก็ช่วยกันยกออกมาตั้งที่โต๊ะ ดูแล้วมันมากเกินไปสำหรับสองคนจริงๆ
ผมคงต้องอิ่มไปจนถึงปลายอาทิตย์แน่ๆอุตส่าห์บอกไว้แล้วน๊าว่าอย่าทำเยอะ ระหว่างกินข้าว
เราก็คุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย แจจุงจะยิ้ม ฟังเรื่องที่ผมเล่า พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยในบางครั้ง
หน้าตาเวลาใช้ความคิดนั่นก็น่ารักเป็นที่สุด ปากบางเล็กๆที่ยื่นออกมานั่น น่าจูบชะมัด...อ๊ะ ผมคิดอะไรอยู่เนี่ย
แจจุงยังคงพูดนู่นนี่ไปเรื่อยไม่หยุด ผมเองก็จ้องปากเล็กๆนั่นไม่วางตา จนเจ้าตัวคงรู้สึก
ถึงได้หยุดพูดแล้วทำหน้าตาเขินอายได้น่ารักขนาดนั้น เรากินข้าวเสร็จจัดการกับถ้วยชามเรียบร้อยก็มานั่งดูทีวีกัน
ตอนนี้ผมมีความสุขจนอยากจะหยุดเวลาไว้แค่นี้แล้วสิ ช่วงนี้ถือว่าพวกเราได้พักกันเต็มอิ่ม ก่อนจะกลับไปลุยงานที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง
แจจุงของผมดูอารมณ์ดี หน้าตาอิ่มเอิบ ไม่อิดโรยเหมือนช่วงที่ผ่านมา รอยยิ้มในแววตานั่นอีก ผมรู้สึกรักคนตัวเล็กนี่มากขึ้นทุกที
นี่มันก็ดึกแล้ว เรานั่งกันอยู่ตรงนี้นานกว่าสามชั่วโมงแล้วนะ นี่จะต้องนั่งกันไปอีกนานแค่ไหน
ยุนโฮดูนิ่งมากๆจริงๆ ถึงผมจะแอบเห็นว่าเค้าลอบมองหน้าผมเป็นระยะก็เถอะ แต่ไอที่มานั่งนิ่งๆข้างๆกันแบบนี้ผมเองจะแย่เอา
ก็หัวใจที่มันเต้นโครมครามอยู่ตอนนี้น่ะสิ ผมกลัวชะมัดว่าเค้าจะได้ยิน หรือที่แอบมองผมอยู่นี่ เค้าจะได้ยินเสียงใจของผมรึปล่าวนะ
จะพูดอะไรก็พูดมาซะทีสิ ชั้นจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆก็เลยจะลุกไปอาบน้ำ
“ไปไหน” ถามเฉยๆไม่ได้หรือไง ทำไมต้องเอามือหนาของนายมารั้งชั้นไว้ด้วยเนี่ย
“อาบน้ำ เหนียวตัวจะแย่” เค้าปล่อยมือโดยง่ายดาย สายตาก็จ้องอยู่ที่ทีวีนั่นแหละ ไม่รู้จะสนใจอะไรกันนักหนาจ้องซะตาไม่กระพริบ
ผมอาบน้ำออกมาก็เห็นยุนโฮหลับอยู่บนโซฟาผมเลยปลุกเค้าให้เข้าไปอาบน้ำซะที
“ยุนโฮ ไปอาบน้ำได้แล้ว” เค้างัวเงียตื่นขึ้นมา นั่งขยี้ตาขยี้หัว เอาเข้าไป เห้ออออ
“อื้มนายอาบนานจัง” ยุนโฮหันมายิ้มเผล่ให้ผม
“เดี๋ยวชั้นอาบน้ำเสร็จแล้วจะเข้านอนเลยนะ อ่อ ลืมบอกวันนี้ชางมินไม่กลับบ้าน
ไม่ต้องรอ เจ้าสองตัวนั้นก็เหมือนกัน อย่าลืมปิดทีวีปิดไฟให้เรียบร้อยละ”
ปัง!
เฮ่ย นี่มันอะไรกัน ผมไม่ได้ฟังผิดใช่มั๊ย ที่หมอนั่นมันร่ายยาวมาเมื่อกี๊
มันไม่ได้มีประโยคไหนที่แสดงความรักออกมาซักนิด แล้วมันกำลังจะไปนอน
นี่ๆๆๆผมหวังอะไรลมๆแล้งๆมาตลอดเลยใช่มั๊ย ไอบ้า ยุนโฮ ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะ
นายมาทำเป็นให้ความหวังชั้นแล้วจะทิ้งไปแบบนี้ไม่ได้ ผมกำลังจะลุกขึ้นไปอาละวาดหมอนั่นอยู่แล้วเชียว
ทันทีที่ลุกขึ้นไฟในบ้านก็ดันดับซะอย่างนั้น ผมคิดว่าเดี๋ยวหมอนั่นคงวิ่งออกมาโวยวาย
แต่ก็เงียบไม่มีเสียงอะไรออกมาจากหลังประตูบานนั้น อะไรเนี่ย นายกำลังทำให้ชั้นกลัวนะ
ผมตัดสินใจจะเข้าไปคุยกะหมอนั่นให้รู้เรื่อง คุยมันทั้งมืดๆแบบนี้แหละ ทันทีที่ผมเปิดประตูออกมา
ยุนโฮก็ยืนยิ้มอยู่หลังประตูบานนั้น
“ปล่อยให้รอนานจังเลยนายเนี่ย”
ผมกำลังจะอ้าปากด่าอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่ติดว่าหมอนั่นเอานิ้วชี้ขึ้นมาวางบนปากผมซะก่อน
“Happy Valentine Day นะแจจุง”
ถ้าผมตาไม่ฝาด หน้าของยุนโฮกำลังโน้มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และถ้าน้ำตาในตาของผมมันไม่ร่วงลงมาซะก่อน
ผมคงได้เห็นใบหน้าของหมอนั่นชัดกว่านี้ เปลือกตาผมปิดลงทันทีที่ปากของหมอนั่นสัมผัสกับปากของผม
ยุนโฮกำลังจูบผม ใช่ ผมกำลังจูบกับเค้า
“ฉันรักนาย”
ตอนนี้หัวสมองของผมมันว่างเปล่าไปหมดหนักกว่าตอนที่กินเหล้าเมาแล้วตื่นมาซะอีก
ผมรู้แต่ว่า ยุนโฮกำลังนำทางผมไป ผมเดินถอยหลังตามแรงของเค้า ในขณะที่เรายังจูบกัน
ใช่แล้วยุนโฮกำลังออกแรงดันให้ผมถอยหลังไปที่เตียงของเค้า หา!
“โอ๊ะ”
ตอนนี้ผมนอนอยู่บนเตียงของยุนโฮ โดยที่เค้ากำลังคร่อมตัวผมอยู่ สายตาที่มองมาที่ผมมันกำลังบอกอะไรบางอย่าง
แล้ว ....
ผมก็ปล่อยโฮออกมา
“ฮือออออออ”
“ฮืออ ไอบ้า ปล่อยเลยนะไอบ้ายุนโฮ” ผมกระหน่ำทุบตีเค้าไปหลายที ไม่รู้ว่าโดนอะไรมั่งล่ะ
“นายแกล้งชั้น ไอบ้า ปล่อย ฮือออ” ผมหลับหูหลับตาร้องไห้ ได้ยินเสียงหัวเราะของเค้า
และสัมผัสได้ถึงมือของยุนโฮที่พยายามจะหยุดผมที่ตีเค้าอยู่ซะที
ยุนโฮค่อยเกลี่ยน้ำตาของผม สัมผัสเค้าแผ่วเบาจนทำให้ผมสงบลง แต่ยังคงมีก้อนสะอื้นอยู่เป็นพักๆ
“วันนี้ไม่เมา แต่ทำไมฤทธิ์มากจังเลยคนดีของชั้น” แววตาของยุนโฮที่มองมาที่ผมตอนนี้
สาบานได้เลยว่ามันจะทำให้ผมละลายจริงๆถึงมันจะมืดแค่ไหน แต่ผมก็เห็นว่ามันมีคำว่ารักมากมายซ่อนอยู่ในนั้น
“ก็บอกรักแล้วไงยังไม่พอใจอีกเหรอ ฮื้อ" เค้ายังคงเกลี่ยน้ำหูน้ำตาของผมไม่เลิก
“หรือว่าต้องได้เจ้านี่มายืนยันก่อน” ยุนโฮยกสายสร้อยเล็กๆขึ้นมา มันมีจี้เป็นตัวหนังสือเล็กๆอยู่
ผมยังไม่ทันได้อ่านว่ามันคืออะไร ยุนโฮจับให้ผมหันหลังแล้วค่อยบรรจงใส่สร้อยเส้นนั้นให้ผม
เค้าจูบเบาๆที่ต้นคอเล่นเอาผมจะล้มลงไปในอ้อมกอดเค้าได้เลย
“นี่ไม่คิดจะบอกรักกันอีกรอบให้ได้ชื่นใจเลยหรือไงฮึ”
“อีกรอบ” ผมทวนคำอย่างไม่เข้าใจหันกลับไปมองหน้าคนพูด
“นี่วันนี้มันวันวาเลนไทน์ ปกติผู้หญิงเค้าต้องบอกรักผู้ชายไม่ใช่หรือไง”
คำพูดของยุนโฮเล่นเอาผมเหวอไปเลยจริงๆ
“จะบ้าหรือไง ชั้นไม่ใช่ผู้หญิงซะหน่อย” ผมแหวออกไป ง้างมือจะตีเค้าอีกครั้ง
‘ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ’ สาบายว่าผมได้ยินเค้าหัวเราะ
“โอเค นายจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่นายช่วยบอกให้ชั้นแน่ใจได้มั๊ย ว่าทั้งหมดชั้นไม่ได้คิดไปเองคนเดียว”
อยู่ๆก็กลับมาโหมดจริงจังไม่ให้ได้ตั้งตัวกันซะงั้น ยุนโฮจ้องลึกเข้ามาที่ตาผม
ยอมรับว่าผมแพ้สายตาคู่นี้ตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกัน แต่ผมไม่เคยคิดว่า ผมจะต้องมารักหมอนี่แบบนี้จริงๆ
“ยุนโฮ...” ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่เคยมีมาในชีวิต
“ฉันรักนาย”
อ่า...ผมคิดว่าจะไม่รอดซะแล้ว เมื่อคืนหลังจากตัดไฟในบ้านผมก็ยืนลุ้นอยู่นาน
กว่าแจจุงจะเปิดประตู้เข้ามา ถ้านานกว่านั้น ผมคงได้วิ่งออกไปจูบเค้ากลางบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป
ดีที่แจจุงเดินตามเกมส์ที่ผมวางเอาไว้ ผมยอมรับว่าผมกลัวอยู่ไม่น้อยหรอกตอนที่บอกรักเค้าไป
ทั้งยังทำใจกล้าจูบเค้าไปอีก แต่แจจุงก็ยังเป็นแจจุงอยู่วันยังค่ำแหละน๊า ปีศาจจูบในตัวฟื้นคืนชีพทันที
เมื่อคืนนี้เราเลยนอนจูบกันทั้งคืน
อ๊ะๆๆๆ อย่าคิดลึก ผมไม่ได้ล่วงเกินแจจุงไปมากกว่าแค่จูบหรอกเวลายังอีกยาวไกล
ผมไม่อยากให้ความรักของเรามีเซ็กส์เป็นตัวนำ ให้ใจของเราทั้งคู่พาไปคงจะดีกว่า
เช้านี้ตื่นขึ้นมา มีแจจุงอยู่ในอ้อมกอด มือเล็กๆที่โอบตัวผมอยู่ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า
ผมจะไม่มีทางปล่อยมือคู่นี้ไปไหนแน่ เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
อ้อ แล้วตั้งแต่ตื่นมา เจ้าตัวยังคงเซ้าซี้ไม่เลิก ก็ไอเรื่องบอกรักอีกรอบที่ผมเผลอปากไปเมื่อคืน...
ผมควรจะเล่าดีมั๊ยเนี่ย ว่าวันนั้นเค้าทำอะไรกับผมบ้าง T^T
เอาน่า
อย่างน้อย วันนี้แจจุงก็ไม่เสียใจที่รักผมล่ะนะ
Happy Valentine Day นะครับทุกคน ขอให้เจอคนที่ใช่สำหรับทุกคนนะครับ
.
.
.
.
.
ในที่สุดก็แปะทันก่อนหมดวานเวนไทน์
^^”
ฟิกต้อนรับการกลับมารักกันหวานชื่นของคุณคิมกับมิสเตอร์ชอง อิอิ สมใจล่ะทีนี้
ไม่ได้แต่งฟิกมานานมาก เรื่องนี้เล่นเอาปวดหัวเลยแฮะ แต่ก็นะ อยากรักกันจี๋จ๋าจนเค้าอดไม่ไหวเอง
สุดท้ายเลยต้องมาเดือดร้อนตัวเองให้มานั่งปั่นฟิกอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ฮ่าๆ ทำไปได้

#1 By * 東方神起,, on 2008-02-14 23:45